Profhilo

Profhilo คืออะไร

 

Profhilo เป็นหัตถการในกลุ่ม Skin Bio-Remodeling ที่เน้นการฟื้นฟูและปรับโครงสร้างผิวจากภายใน โดยใช้ Hyaluronic Acid (HA) ความเข้มข้นสูง

จุดเด่น คือ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเพิ่มความชุ่มชื้นแต่ยังช่วยกระตุ้นการสร้าง Collagen และ Elastin

 

 

Profhilo ฟื้นฟูสภาพผิว เหมาะกับใคร?

 

Profhilo เป็นหัตถการที่ช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิวจากภายใน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับสภาพผิวให้ดูสุขภาพดี เรียบเนียน และกระชับมากขึ้น โดยเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวดังต่อไปนี้

 

  • ผู้ที่ต้องการให้ผิวหน้า เรียบเนียนและกระชับมากขึ้น

  • ผู้ที่ต้องการมี สุขภาพผิวที่ดีอย่างเป็นธรรมชาติจากภายใน

  • ผู้ที่ต้องการให้ผิวดู เต่งตึงและอิ่มฟูขึ้น

  • ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวให้ ดูอ่อนเยาว์ขึ้น

  • ผู้ที่มี ผิวบอบบางหรือผิวแพ้ง่าย

  • ผู้ที่มี ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น

  • ผู้ที่มี ผิวเสื่อมโทรมหรือผิวที่ต้องการการฟื้นฟู

  • ผู้ที่ต้องการ เพิ่มความหนาแน่นของชั้นผิว

  • ผู้ที่มี ผิวเหี่ยวย่นหรือมีริ้วรอย

  • ผู้ที่มี ผิวหย่อนคล้อยตามวัย

  • ผู้ที่มีปัญหา แต่งหน้าไม่ติดผิว

  • ผู้ที่รู้สึกว่า ทาครีมแล้วซึมเข้าผิได้ไม่ดี

  • ผู้ที่มี ผิวขาดความยืดหยุ่น

 

 

Profhilo ฟื้นฟูสภาพผิว เหมาะกับการฉีดบริเวณใด?

 

Profhilo เป็นหัตถการที่ช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิว เพิ่มความชุ่มชื้น และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว เหมาะสำหรับบริเวณที่ผิวเริ่มหย่อนคล้อย แห้ง หรือมีริ้วรอย โดยสามารถฉีดได้หลายบริเวณ เช่น

 

  • แก้ม สำหรับผิวบริเวณแก้มที่หย่อนคล้อย หรือมีริ้วรอยจากการลดลงของคอลลาเจนและอิลาสติน

  • แนวกราม ช่วยปรับผิวบริเวณกรอบหน้าให้ดูเรียบเนียนและกระชับขึ้น

  • ลำคอ เหมาะสำหรับผิวลำคอที่แห้ง บาง และมีริ้วรอยตามวัย

  • มือ  ช่วยฟื้นฟูผิวมือที่เหี่ยวย่นและช่วยลดความเด่นชัดของเส้นเลือดใต้ผิว

  • หัวเข่า  สำหรับผิวบริเวณหัวเข่าที่เหี่ยวย่นหรือหย่อนคล้อย

  • แขน ช่วยปรับสภาพผิวแขนที่เหี่ยวย้อยหรือหย่อนคล้อยตามวัย

  • ริ้วรอยรอบดวงตาและใต้ตา ช่วยให้ผิวรอบดวงตาดูเรียบเนียนและสดใสขึ้น

  • ริ้วรอยรอบปาก  เหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยรอบปากจากอายุที่เพิ่มขึ้นหรือพฤติกรรมบางอย่าง

  • เนินอก  ช่วยฟื้นฟูผิวบริเวณหน้าอกที่หย่อนคล้อยและขาดความกระชับ

 

 

Profhilo ต้องฉีดกี่ครั้ง?

 

โดยทั่วไปแนะนำ :

   ฉีด 2 ครั้ง  เว้นระยะประมาณ 4 สัปดาห์

หลังจากนั้นแนะนำทำซ้ำทุก 6 เดือน เพื่อคงคุณภาพผิวให้ต่อเนื่อง

 

 

Profhilo ฟื้นฟูสภาพผิว ต้องทำบ่อยแค่ไหน?

 

หลังฉีด 1–2 สัปดาห์

 

  • ผิวเริ่มชุ่มชื้นขึ้น

  • ผิวดูอิ่มฟู

 

หลัง 1 เดือน

 

  • ผิวเรียบเนียนขึ้น

  • ดูกระจ่างใสขึ้น

 

หลังฉีดครบ 2 ครั้ง

 

  • ผิวแน่นขึ้น

  • ริ้วรอยเล็ก ๆ ลดลง

  • ผิวมีความยืดหยุ่นดีขึ้น

 

 

Profhilo ใช้เวลานานเท่าใดจึงจะเริ่มเห็นผล?

 

  • ผิวอิ่มฟู ดูสุขภาพดี
  • ผิวเรียบเนียนขึ้น
  • รูขุมขนดูกระชับ
  • ผิวแน่นและยืดหยุ่นขึ้น
  • ผิวดูโกลว์ กระจ่างใส

 

 

สรุป

 

Profhilo เป็นหัตถการที่เน้นการฟื้นฟูผิวจากภายใน ด้วย Hyaluronic Acid ความเข้มข้นสูง

ช่วยให้ผิว

 

  • ช่วยให้ผิว
  •  ชุ่มชื้น
  • แข็งแรง
  • และดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ Skin Quality Improvement แบบไม่ต้องเติมวอลลุ่ม

 

 

คำแนะนำจาก Enchant

 

การฟื้นฟูผิวที่ดี ไม่ใช่แค่การเติมความชุ่มชื้น
แต่คือการปรับสมดุลผิวให้แข็งแรงจากภายใน

ผ่านแนวทาง  Personalized Skin Bio-Remodeling


OUR PROGRAM

Juvelook (จูวีลุค)

Juvelook (จูวีลุค)


Juvelook คืออะไร Juvelook เป็นโปรแกรมที่เน้นการฟื้นฟูคุณภาพผิว โดยใช้อนุภาค PDLLA ขนาดเล็กผสมกับ HA เพื่อช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว เมื่อฉีดเข้าสู่ผิว HA จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นทันที ขณะที่ PDLLA จะกระตุ้นเซลล์ Fibroblast ให้สร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวดูแน่นขึ้นในระยะยาว ผลลัพธ์ที่มักพบ เช่น ผิวดูฉ่ำและเรียบเนียนขึ้น รูขุมขนดูกระชับขึ้น ริ้วรอยเล็ก ๆ ลดลง หลุมสิวตื้นขึ้น โดย Juvelook มักใช้กับบริเวณที่ต้องการปรับคุณภาพผิว เช่น ใบหน้า ใต้ตา หรือบริเวณที่มีหลุมสิว Juvelook Volume คืออะไร juvelook Volume (หรือในบางประเทศเรียกว่า Lenisna) เป็นเวอร์ชันที่พัฒนาขึ้นเพื่อเน้นการ เติมวอลลุ่มและยกกระชับโครงหน้า สารภายในยังคงประกอบด้วย PDLLA และ HA เช่นเดียวกัน แต่มีอนุภาคที่ใหญ่กว่าและมีความเข้มข้นสูงกว่า จึงสามารถกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิวลึกและเพิ่มโครงสร้างผิวได้มากกว่า ผลลัพธ์ที่มักพบ ได้แก่ ผิวอิ่มฟูขึ้น ช่วยยกกระชับใบหน้า ร่องลึกดูตื้นขึ้น โครงหน้าดูชัดขึ้น จึงมักใช้ในบริเวณที่ต้องการเพิ่มวอลลุ่ม เช่น แก้มตอบ ร่องแก้ม กรอบหน้า คาง Juvelook หรือ Juvelook Volume เหมาะกับใคร การเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปัญหาผิวของแต่ละบุคคล เช่น เหมาะกับ Juvelook ผิวโทรม รูขุมขนกว้าง หลุมสิว ริ้วรอยเล็ก เหมาะกับ Juvelook Volume ใบหน้าตอบ ผิวหย่อนคล้อย ต้องการเพิ่มวอลลุ่มใบหน้า ร่องลึกบริเวณแก้ม การประเมินโดยแพทย์จะช่วยให้สามารถเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมกับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละคนได้มากที่สุด Juvelook สามารถฉีดบริเวณไหนได้บ้าง Juvelook สามารถใช้ฟื้นฟูผิวได้หลายบริเวณ เช่น ใบหน้า ใต้ตา แก้ม บริเวณที่มีหลุมสิว ฉีด Juvelook ช่วยเรื่องอะไร ฉีดจุดไหนได้บ้าง ✔️ ฉีดทั่วหน้า กระตุ้นคอลลาเจนช่วยให้ผิวอิ่มฟู ผิวเด้งฉ่ำเงา ✔️ ฉีดเน้นหน้าแก้ม กระตุ้นคอลลาเจน รูขุมขนแน่นกระชับ ✔️ ฉีดหน้าผาก ช่วยให้ผิวเรียบเนียน ใสเด้ง ✔️ ฉีดใต้ตา ช่วยให้ใต้ตาดูสว่างขึ้น ริ้วรอยจางลง ถุงใต้ตาดูตื้นขึ้น ✔️ ฉีดหลุมสิว กระตุ้นคอลลาเจน ฟื้นฟูหลุมสิว ✔️ ฉีดตีนกา ร่องน้ำตา ให้ผิวเรียบ สม่ำเสมอ ✔️ ฉีดเฉพาะจุด เพื่อลดเลือนรอยแผลเป็น ลดผิวแตกลาย Juvelook กี่วันเห็นผล การฉีดจูวีลุค จะทยอยเห็นผลลัพธ์ แบ่งเป็น 3 ช่วง หลังทำทันที สำหรับปัญหาใต้ตาลึก มีถุงใต้ตา ผิวไม่มีวอลลุ่ม หลังฉีด Juvelook จะช่วยเติมเต็มผิว เพิ่มวอลลุ่มผิวได้ทันทีหลังฉีด หลังฉีด 2-4 สัปดาห์ อนุภาค HA จะสลาย PDLLA จะเริ่มกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เสริมความยืดหยุ่นให้ผิว ผิวอิ่มฟู เรียบเนียนสม่ำเสมอ เบลอริ้วรอย หลังฉีด 6 เดือน คอลลาเจนในผิวเพิ่มมากขึ้น หลุมสิวดูตื้นขึ้น รูขุมขนกระชับ ผิวใสฉ่ำเด้ง รอยแตกลายและรอยแผลเป็นดูจางลง Juvelook อยู่ได้นานไหม ฉีด Juvelook ผิวจะอิ่มฟู ดูเต็มขึ้นนาน 12 เดือน หากต้องการให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น ผลลัพธ์ชัดเจน ผิวเด้งฉ่ำเงาขั้นสุด ออร่าแนะนำฉีดกระตุ้นต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง ผลลัพธ์จะอยู่ได้นาน 18 เดือน ใต้ตาคล้ำ ฉีด Juvelook หรือฟิลเลอร์ใต้ตา? ทั้ง Juvelook และ ฟิลเลอร์ใต้ตา สามารถใช้ฉีดบริเวณใต้ตาได้ การเลือกหัตถการควรขึ้นอยู่กับ สาเหตุของปัญหาใต้ตา ผลลัพธ์ที่ต้องการ และการประเมินของแพทย์ หากมีปัญหา ตาลึกโบ๋ ร่องน้ำตา รอยย่น หรือถุงใต้ตา การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจะช่วยเติมเต็มวอลลุ่มบริเวณใต้ตา ทำให้ร่องลึกดูตื้นขึ้น และช่วยให้ผิวใต้ตาดูเรียบเนียนขึ้น ในบางกรณี ใต้ตาคล้ำอาจเกิดจาก ผิวใต้ตาบางหรือเบ้าตาลึก ทำให้เกิดเงาตกกระทบและมองเห็นเส้นเลือดใต้ผิวชัดขึ้น การแก้ไขปัญหานี้ควรเน้นการฟื้นฟูคุณภาพผิวและเพิ่มความหนาของผิวบริเวณใต้ตา ซึ่ง Juvelook เป็นหัตถการที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ผิวใต้ตาแข็งแรงและหนาขึ้น ลดการมองเห็นเส้นเลือดใต้ผิว และช่วยให้ใต้ตาดูสว่างขึ้น ดังนั้น หากมีปัญหา ใต้ตาคล้ำ ริ้วรอย ตีนกา ถุงใต้ตาชัด หรือตาลึกโบ๋ สามารถฉีด Juvelook ร่วมกับฟิลเลอร์ใต้ตา เพื่อให้ผลลัพธ์ชัดเจนมากขึ้น โดยฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มร่องลึก ส่วน Juvelook ช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิว ทั้งนี้ปริมาณหรือจำนวนครั้งของการรักษาควรเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์ สรุป Juvelook เป็นหัตถการที่ช่วยฟื้นฟูผิวจากภายใน โดยเน้นการกระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวเรียบเนียน กระจ่างใส และแข็งแรงขึ้นในระยะยาว ส่วน Juvelook Volume เหมาะสำหรับการเติมวอลลุ่มและยกกระชับโครงหน้า การเลือกใช้ควรขึ้นอยู่กับปัญหาผิวและโครงสร้างใบหน้าโดยควรได้รับการประเมินจากแพทย์เพื่อผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุด

Ejal 40

Ejal 40


Ejal 40 คืออะไร Ejal 40 เป็นนวัตกรรมฟื้นฟูผิวในกลุ่ม Skin Booster และ Bio-Remodulation จากประเทศอิตาลี ที่ถูกออกแบบมาเพื่อปรับโครงสร้างผิวและฟื้นฟูคุณภาพผิวจากภายในอย่างเป็นธรรมชาติ จุดเด่นของ Ejal 40 คือการใช้ High & Super High Molecular Weight Hybrid Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็น HA แบบไม่ผ่านการเชื่อมโมเลกุล (Non-crosslinked HA) ที่มีความบริสุทธิ์สูงและเข้ากับผิวได้ดี เมื่อฉีดเข้าสู่ผิว จะช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ Fibroblast ส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้ผิวมีความแข็งแรง ยืดหยุ่น และชุ่มชื้นมากขึ้นในระยะยาว EJAL40 เหมาะกับใคร? EJAL40 เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวจากภายใน โดยเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวดังต่อไปนี้ ผู้ที่มี ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น หรือแต่งหน้าไม่ติดผิว ผู้ที่มี ผิวหมองคล้ำ ดูไม่สดใส ผู้ที่มี ริ้วรอยเล็ก ๆ จากการขาดความชุ่มชื้นของผิว ผู้ที่ต้องการ ฟื้นฟูสภาพผิวอย่างเร่งด่วนก่อนออกงานหรือโอกาสสำคัญ ผู้ที่ ไม่ต้องการปรับรูปหน้าด้วยการฉีดฟิลเลอร์ แต่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิว การฉีด EJAL40 สามารถช่วยแก้ปัญหาผิวได้หลายด้าน ดังนี้ ฟื้นฟูคุณภาพผิวและลดความหมองคล้ำ ช่วยปรับสภาพผิวที่หมองคล้ำหรือดูอ่อนล้า ให้ผิวดูสว่าง กระจ่างใส และมีสีผิวที่สม่ำเสมอมากขึ้น ทำให้ผิวโดยรวมดูสุขภาพดีขึ้น ช่วยยกกระชับผิวและปรับรูปหน้า ช่วยให้ผิวดูแน่นกระชับขึ้น และช่วยเสริมความคมชัดของกรอบหน้าและแนวกราม ลดปัญหากรอบหน้าที่ไม่ชัดหรือผิวหย่อนคล้อย เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างล้ำลึก Hyaluronic Acid ใน EJAL40 จะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวในระดับลึก ทำให้ผิวดูอิ่มฟู เนียนนุ่ม และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน EJAL40 ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ Fibroblast ในชั้นผิวหนังแท้ ซึ่งเป็นเซลล์สำคัญในการสร้าง คอลลาเจนและอิลาสติน ส่งผลให้ผิวมีความแข็งแรง แน่นกระชับ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยลดเลือนริ้วรอยและชะลอการเสื่อมของผิว ช่วยให้ริ้วรอยเล็ก ๆ ดูจางลง ผิวหน้าเรียบเนียนขึ้น และช่วยชะลอการเสื่อมของผิว เหมาะทั้งสำหรับผู้ที่เริ่มมีริ้วรอย และผู้ที่ต้องการดูแลผิวเพื่อป้องกันปัญหาผิวในอนาคตโดยกลไกสำคัญของ EJAL40 คือการกระตุ้นการทำงานของ Fibroblast ทำให้ผิวสามารถสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินได้มากขึ้น ส่งผลให้ผิวมีความแข็งแรง ยืดหยุ่น และสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดี ต้องฉีด Ejal 40 กี่ครั้ง Ejal40 ควรฉีด 2 – 3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 1 เดือน เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูผิวให้เห็นผลชัด หลังจากนั้นสามารถเว้นช่วงเป็น 3 – 6 เดือนต่อ 1 ครั้ง เพื่อคงความชุ่มชื้น ความแข็งแรง และความอ่อนเยาว์ของผิวให้อยู่ได้นานขึ้น Ejal 40 ฉีดบริเวณไหนได้บ้าง Ejal40 ออกแบบมาเพื่อฉีดใบหน้าโดยเฉพาะ และจะฉีดเพียงแค่ 5 จุดเท่านั้นที่บริเวณ โหนกแก้ม หน้าหู มุมขากรรไกร ร่องแก้ม และคาง Ejal 40 อยู่ได้นานไหม ผลลัพธ์หลังฉีดจะอยู่ได้ประมาณ 6 – 9 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนและการดูแลหลังทำ หากทำต่อเนื่องตามโปรแกรมที่แพทย์แนะนำ ผลลัพธ์ก็จะชัดเจนและคงอยู่ได้นานขึ้น วิธีการดูแลตัวเองหลังฉีด Ejal40 เพื่อให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานและลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง ควรปฏิบัติดังนี้ หลีกเลี่ยงการจับ นวด หรือกดบริเวณที่ฉีด 24 ชั่วโมง งดแต่งหน้าในวันแรกหลังฉีด หลีกเลี่ยงความร้อน เช่น ซาวน่า เลเซอร์ หรือแดดจัด 3–5 วัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ HA ทำงานได้ดี ทาครีมบำรุงและครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ สรุป Ejal 40 เป็น Skin Booster ที่เน้นการฟื้นฟูผิวจากภายใน ด้วย Hyaluronic Acid แบบ Hybrid ที่ช่วยทั้งเพิ่มความชุ่มชื้นและกระตุ้นคอลลาเจน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผิวที่ดูอิ่มฟู เรียบเนียน และสุขภาพดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่เน้นการเติมวอลลุ่มหรือเปลี่ยนรูปหน้า

Filler ฟิลเลอร์

Filler ฟิลเลอร์


ฟิลเลอร์คืออะไร? เมื่ออายุเพิ่มขึ้น หลายคนอาจเริ่มสังเกตว่ารูปหน้าเปลี่ยนไป เช่น ร่องแก้มลึกขึ้น ใต้ตาดูโทรม หรือกรอบหน้าไม่ชัดเหมือนเดิม สาเหตุหนึ่งเกิดจากการที่ คอลลาเจน ไขมันใต้ผิว และโครงสร้างผิวบางส่วนลดลงตามวัย หนึ่งในวิธีที่นิยมในการดูแลและปรับสมดุลของใบหน้า คือการฉีด ฟิลเลอร์ (Filler) หรือสารเติมเต็ม ซึ่งเป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัดและช่วยเติมเต็มบริเวณที่ขาดวอลลุ่มบนใบหน้า โดยฟิลเลอร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นสารกลุ่ม Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติในร่างกาย ช่วยเติมเต็มผิวและเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวดูเรียบเนียนและอิ่มฟูมากขึ้น ชนิดเนื้อของฟิลเลอร์ (Filler) มีหลากหลายลักษณะ ดังนี้ ฟิลเลอร์แต่ละชนิดจะมี ลักษณะเนื้อเจล ความยืดหยุ่น และความหนืดแตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะกับตำแหน่งของใบหน้าที่ต้องการรักษา โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้เป็น ฟิลเลอร์เนื้อละเอียด มีลักษณะเป็นเจลบางเบา เหมาะกับบริเวณผิวบาง เช่น ใต้ตา ร่องน้ำตา ริมฝีปาก เนื้อฟิลเลอร์ประเภทนี้ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและเป็นธรรมชาติ ฟิลเลอร์เนื้อปานกลาง เหมาะสำหรับเติมเต็มร่องลึก เช่น ร่องแก้ม มุมปาก ฟิลเลอร์เนื้อแน่น เหมาะสำหรับการปรับรูปหน้า เช่น คาง กรอบหน้า ขมับ การเลือกชนิดฟิลเลอร์ที่เหมาะสมควรประเมินโดยแพทย์ เพื่อให้ผลลัพธ์ดูสมดุลละมุนเป็นธรรมชาติ ฟิลเลอร์ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง การฉีดฟิลเลอร์สามารถช่วยแก้ไขปัญหาใบหน้าได้หลายอย่าง เช่น ใต้ตาลึก ใต้ตาคล้ำ ร่องแก้มลึก ขมับตอบ คางสั้นหรือคางไม่สมดุล กรอบหน้าไม่ชัด ริมฝีปากบาง ตัวอย่างเช่น ฟิลเลอร์ใต้ตาสามารถช่วยลดปัญหาร่องใต้ตา ตาโหล และความหมองคล้ำบริเวณรอบดวงตา ทำให้ใบหน้าดูสดใสขึ้น นอกจากนี้ฟิลเลอร์ยังสามารถช่วย เพิ่มมิติให้กับใบหน้า ทำให้ดูอ่อนเยาว์และสมดุลมากขึ้น ผลลัพธ์ของฟิลเลอร์อยู่ได้นานแค่ไหน ระยะเวลาที่ฟิลเลอร์สามารถคงอยู่ได้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของฟิลเลอร์ ตำแหน่งที่ฉีด การเผาผลาญของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปฟิลเลอร์สามารถอยู่ได้ประมาณ 6 – 18 เดือน ก่อนที่จะค่อย ๆ สลายไปตามธรรมชาติของร่างกาย ฟิลเลอร์ปลอมคืออะไร และดูอย่างไร ฟิลเลอร์ปลอม หรือสารเติมเต็มที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น การอักเสบ การติดเชื้อ การเกิดก้อนใต้ผิว เพื่อความปลอดภัย ควรตรวจสอบว่า ผลิตภัณฑ์มีเลขทะเบียน อย. มีสติกเกอร์ยืนยันผลิตภัณฑ์ เปิดกล่องใหม่ต่อหน้าคนไข้และควรฉีดกับแพทย์ในคลินิกที่ได้มาตรฐาน การดูแลตัวเองหลังการฉีดฟิลเลอร์ หลีกเลี่ยงการกดหรือนวดบริเวณที่ฉีด งดออกกำลังกายหนักภายใน 24 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงความร้อน เช่น ซาวน่า ดื่มน้ำให้เพียงพอ การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ฟิลเลอร์อยู่ได้นานและลดความเสี่ยงของอาการบวม ใครที่ไม่ควรฉีดฟิลเลอร์ ผู้ที่อาจไม่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ ได้แก่ ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่มีการติดเชื้อหรือผิวหนังอักเสบบริเวณที่ต้องการฉีด ผู้ที่มีประวัติแพ้สารในฟิลเลอร์ ก่อนการรักษาควรปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินความเหมาะสมและความปลอดภัย สรุป Program Filler เป็นหัตถการที่ช่วยเติมเต็มและปรับสมดุลของใบหน้า โดยไม่ต้องผ่าตัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาร่องลึกหรือปรับรูปหน้าให้ดูละมุนขึ้น อย่างไรก็ตาม การเลือกชนิดฟิลเลอร์ เทคนิคการฉีด และการวางแผนการรักษา ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและปลอดภัย คำแนะนำจาก Enchant การปรับรูปหน้าที่ดี ไม่ใช่เพียงการเติมเต็มจุดใดจุดหนึ่ง แต่คือการออกแบบให้เหมาะกับ สัดส่วนใบหน้าของแต่ละบุคคล (Personalized Facial Design)